Tag Archives: คำที่มักเขียนผิด

สรรค์สร้าง vs สรรสร้าง

สวัสดีค่ะ คุณผู้อ่านที่รัก บล็อกตอนนี้ยังคงเกี่ยวกับคำไทย ๆ น่ารู้เช่นเคยค่ะ
คำที่นำมาเสนอวันนี้  ได้แก่ คำว่า “สรรค์สร้าง” เอ๊ะ…หรือ “สรรสร้าง” กันแน่นะ
เชื่อว่าผู้อ่านหลายท่านที่กำลังอ่านบล็อกของสิรินัดดาตอนนี้ ก็คงเข้าใจสับสนเหมือนกัน
ว่าจริง ๆ แล้ว คำนี้เขียนอย่างไรกันแน่ แล้วมันเหมือนคำว่า “สร้างสรรค์” ที่เราคุ้นชินกันหรือไม่ แต่ก่อนจะเข้าเรื่องราวดังกล่าว อาจต้องเปลี่ยนชื่อบล็อกตอนนี้ใหม่ว่า…

google ไม่ได้มีข้อมูลถูกต้องทุกอย่างที่คุณค้นหา !

เพราะเมื่อสิรินัดดาลองค้นกูเกิล เจ้าเว็บไซต์ใจถึงพึ่งได้ ก็พบข้อมูลที่ผิดพลาดเกี่ยวกับการให้คำอธิบาย คำว่า สรรค์สร้าง หลายเว็บทีเดียว ที่ติดอันดับ 1-5 ในหน้าแรก บางเว็บเป็นข้อมูลที่เขียนขึ้นตั้งแต่ปี 2552 ! ซึ่งนับเป็นข้อมูลเก่าและให้คำอธิบายที่ผิดพลาด อาจเพราะ ณ เวลานั้น พจนานุกรมเล่มใหม่ยังไม่อัปเดต จึงทำให้ผู้เขียนเข้าใจคลาดเคลื่อนได้

เว็บไซต์ที่ติดอันดับกูเกิลหน้าแรก อธิบายคำว่า สรรค์สร้าง ไว้ว่า…

สรรค์สร้าง การเขียนที่ถูกต้องคือสรรสร้างคือ ไม่มีค์ต่อหลังสรรเพราะโดยแท้จริงผู้ที่เข้าใจถูกต้องจะใช้คำนี้โดยสื่อว่าสรรนั่นคือ การหามา รวบรวมมา แล้วนำมาสร้าง ซึ่งความหมายจะแตกต่างจากคำว่า “สร้างสรรค์”

แต่ความจริงแล้ว สรรค์สร้าง ที่ถูกต้อง สะกดแบบนี้ค่ะ สรรค์ ค.ควาย การันต์ + สร้าง 

เราลองมาพิจารณาคำและความหมายจากพจนานุกรม พ.ศ. 2554 กันค่ะ

สร้างสรรค์ เป็นคำกริยา หมายถึง การสร้างให้มีให้เป็นขึ้น (มักใช้ทางนามธรรม)
สรรค์ [สัน] ก. สร้างให้มีให้เป็นขึ้น, มักใช้เข้าคู่กับคำ สร้าง เป็น สรรค์สร้าง หรือ สร้างสรรค์ 

13781752_10153891268923719_3629091408284227843_n

สร้างสรรค์ หมายถึง การสร้างให้มีให้เป็นขึ้น

 

13626453_10153891268998719_3283278764060053404_n

ความหมายของ สรรค์ จากพจนานุกรมราชบัณฑิตฯ พ.ศ. 2554

เมื่อพิจารณาจากคำและความหมายข้างต้น จะเห็นได้ว่า สร้างสรรค์ และสรรค์สร้าง
มีความหมายเหมือนกันค่ะ เพียงแค่สลับคำกัน หมายถึง การสร้างให้มีให้เป็นขึ้น
แต่อาจใช้ในบริบทที่ต่างกัน และการใช้คำว่า “สรรค์สร้าง” ฟังดูแล้วเก๋ ดูเป็นคำสวย ๆ
แต่ความหมายเหมือนกับสร้างสรรค์ และสะกดที่ถูกต้องว่า “สรรค์สร้าง” ค่ะ

เห็นข้อดีข้อเสียของ google กันบ้างหรือยังคะ ?

หลายครั้งที่เราใช้ google ค้นหาข้อมูล คำตอบต่าง ๆ ได้อย่างรวดเร็วทันใจ
เพียงแค่คลิก แล้วดูที่เว็บไซต์อันดับแรก ๆ ก็เชื่อว่านั่นคือคำตอบที่ถูกต้อง
จริงอยู่ว่า google ช่วยเราได้ในหลาย ๆ เรื่อง แต่กับ การสะกดคำ การใช้คำที่ถูกต้อง
google ไม่สามารถให้ข้อมูลที่ถูกต้องแก่เราได้ทั้งหมด เช่น เราเคยสงสัยว่า ทำไม
นักข่าวคนหนึ่งถึงเขียนคำ ๆ หนึ่งมาแบบนี้ เขาตอบเราว่า “เห็นใน  google มีแต่คำนี้”
เราก็ได้แต่ยิ้ม…เพราะว่าคนใช้ผิดกันจนชินน่ะสิ google เลยเก็บคำผิดไว้

ดังนั้น สละเวลาในการค้นหาสักนิด หรือเปิดพจนานุกรมสักหน่อย
แล้วคุณจะพบว่า เสน่ห์ของการค้นหาข้อมูลในหนังสือ มันยังมีมากล้นจริง ๆ.
จนกว่าจะพบกันใหม่

สิรินัดดา

 

ติดต่องานพิสูจน์อักษร, รีไรต์ ปรับแก้ภาษา ได้ที่

Line ID : sirinadda-y  (ช่องทางที่เร็วที่สุด)

Facebook : Yungie Sirinadda

E-mail :  sirinaddaa@gmail.com

 

 

 

 

 

ลอยอังคาร vs อัฐิ มาเข้าใจให้ถูกกันเถอะ

สวัสดีค่ะ คุณผู้อ่านที่รัก เรื่องราววันนี้ยังคงนำเสนอเกี่ยวกับคำภาษาไทยน่ารู้เช่นเคยค่ะ ทุกคนคงรู้จักคำว่า “ลอยอังคาร” กันใช่ไหมคะ ในชีวิตหนึ่งของคนเรา อาจเคยร่วมพิธีนี้อย่างน้อยสักครั้งหนึ่ง

ลอยอังคาร คือ พิธีที่จัดขึ้นตามความเชื่อที่ว่า จะช่วยส่งวิญญาณของผู้ล่วงลับให้ไปสู่สุคติ โดยการนำ “อังคาร” ไปลอยในแม่น้ำ ดังที่เราคุ้นกันดีอยู่

แล้ว “อังคาร” คืออะไรกันแน่
หลายคนเข้าใจว่า อังคารกับอัฐิ คือสิ่งเดียวกัน
การลอยอังคาร ก็คือการนำกระดูกไปลอยน้ำนั่นเอง
แต่ความจริงแล้วไม่ใช่ค่ะ…

พจนานุกรมราชบัณฑิตฯ ให้ความหมายว่า
อังคาร คือ เถ้าถ่านของศพที่เผาแล้ว
อัฐิ คือ กระดูกคนที่เผาแล้ว

13438985_10153838299253719_285169717017911913_n

ควรใช้ว่า นำอัฐิลอยเจ้าพระยา, นำอังคารลอยเจ้าพระยา หรือนำอัฐิอังคารลอยเจ้าพระยา จึงจะถูกต้อง

ดังนั้น เมื่อพิจารณาจากพาดหัวหนังสือพิมพ์นี้ “นำอัฐิลอยอังคาร” จึงเป็นการใช้คำที่ไม่ถูกต้องค่ะ ลอยอังคาร ก็คือลอยอังคาร หรือจะนำอัฐิไปร่วมลอยด้วย ก็ควรใช้ว่า “ลอยอังคารและอัฐิ” หรือลอยอังคารเพียงอย่างเดียว แต่ที่แน่ ๆ ไม่ควรใช้ว่า นำอัฐิลอยอังคาร ค่ะ เพราะนั่นแปลว่ายังไม่เข้าใจความหมายของทั้งสองคำนี้ โดยส่วนมาก อัฐิ คือสิ่งที่เราจะเก็บไว้บูชาในโกศ หรือจะนำบางส่วนไปลอยร่วมกับอังคารด้วยก็ได้

เมื่อวานนี้ สิรินัดดาได้มีโอกาสถกประเด็นการใช้ชีวิตกับแม่ค่ะ แม่เราชอบอ่านหนังสือเงียบ ๆ อยู่กับบ้าน ไม่ชอบเดินทาง ส่วนเราก็ชอบอยู่บ้าน แต่นาน ๆ ที ก็จะเดินทางท่องเที่ยวสักครั้ง เลยถามว่า แม่ไม่เบื่อบ้างเหรอ? ไม่ออกไปเที่ยวไหนเลย แม่ตอบมาว่า ความสุขของคนเราไม่เหมือนกัน และยิ่งอายุมากขึ้นจะคิดได้ว่า การได้ทำอะไรเพื่อคนอื่น หรือได้ช่วยเหลือคนอื่น นั่นแหละคือสิ่งที่มีความสุขที่สุด

จริงอย่างที่แม่พูดค่ะ ตายไปก็เอาอะไรไปไม่ได้ สำหรับเรา สิ่งที่ไม่มีวันสลาย นอกจากความดี ก็คือความรู้ซึ่งเป็นอมตะนิรันดร์ และได้แบ่งปันมันให้กับผู้อื่น.

 

จนกว่าจะพบกันใหม่
สิรินัดดา

หากต้องการติดต่องานพิสูจน์อักษร, รีไรต์ หรือปรับแก้ภาษาข้อเขียนต่าง ๆ
ติดต่อได้ที่

Line ID : sirinadda-y
Facebook : Yungie Sirinadda
E-mail : sirinadaa@gmail.com

ขอบคุณทุกคนที่ไว้วางใจใช้บริการของเราค่ะ.

 

 

 

ปรบมือ vs ตบมือ

สวัสดีค่ะ คุณผู้อ่านที่รักทุกท่าน เรื่องราวที่นำเสนอวันนี้ยังคงเกี่ยวกับ ‘คำ’ เช่นเคยค่ะ
สิรินัดดาเชื่อว่า คงมีหลายท่านสงสัยเหมือนกันใช่ไหมคะว่า คำว่า ‘ปรบมือ’ และ ‘ตบมือ’ นั้น ใช้ต่างกันหรือไม่อย่างไร บางคนอาจเข้าใจว่า คำว่า ปรบมือ ดูเป็นทางการกว่า และสุภาพกว่า ตบมือ จริง ๆ แล้ว ไม่ใช่นะคะ สองคำนี้ความหมายไม่ต่างกัน เมื่อใช้ในลักษณะของการแสดงความยินดี แล้วแต่ว่าจะเลือกใช้คำไหน เนื่องจากเมื่อสืบค้นจากพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน (ซึ่งปัจจุบันเปลี่ยนชื่อหน่วยงานเป็น ราชบัณฑิตยสภา) พ.ศ. 2554 ได้ให้ความหมายของคำว่า ตบมือ, ปรบมือ ดังนี้

clapping-189171_1920

ตบมือ ก. เอาฝ่ามือตีกันให้เกิดเสียงเพื่อแสดงความยินดีเป็นต้น, ปรบมือก็ว่า เอาฝ่ามือตีกัน ให้เกิดเสียงเพื่อทำให้เกิดจังหวะ หรือขับไล่เป็นต้น.

ปรบ ก. การเอาฝ่ามือตบกันหลาย ๆ ครั้ง ให้เกิดเสียงเพื่อแสดงความยินดีเป็นต้น ในคำว่าปรบมือ, ตบมือก็ว่า 

ปรบมือให้ (สำ) ก. ยกย่อง, สรรเสริญ.

จากความหมายดังกล่าว จะเห็นได้ว่า ตบมือ, และปรบมือ มีความหมายเหมือนกันค่ะ
ในกรณีที่เราต้องการแสดงกิริยาตบหรือปรบมือเพื่อแสดงความยินดี หรือยกย่อง สรรเสริญ
ใช้ได้ทั้งสองคำ คำว่า ปรบมือ ไม่ได้ทางการไปกว่า ตบมือ เพียงแต่ฟังดูเป็นคำสวยกว่า
เท่านั้นเอง ขณะที่ ‘ตบมือ’ มีความหมายที่ใช้ในการขับไล่ได้ด้วย แต่ปรบมือ ใช้ในความหมายด้านบวกเพียงอย่างเดียว คือแสดงความยินดี ยกย่อง หรือสรรเสริญ

นอกจากนี้ ยังมีคำที่น่าสนใจอีกคำคือ คำว่า ‘สู้รบตบมือ’ คำนี้ ควรเขียนว่า สู้รบตบมือ
หรือ สู้รบปรบมือ กันแน่ ? ถ้ามองผิวเผิน ตบมือ กับ ปรบมือ 2 คำนี้ความหมายไม่ได้ต่างกัน
น่าจะเขียนได้ทั้งสองแบบ แต่เมื่อพิจารณาความหมายของคำว่า สู้รบตบมือ ในพจนานุกรมฯ ให้ความหมายว่า

สู้รบตบมือ ก. ต่อสู้, ทะเลาะวิวาท, เช่น เราจะเอากำลังที่ไหนไปสู้รบตบมือกับคนมีอำนาจอย่างเขา เขาไม่ยอมสู้รบตบมือด้วย.

จะเห็นได้ว่าคำข้างต้นมีความหมายในเชิงลบ คือการต่อสู้ทะเลาะวิวาทกัน สอดคล้องกับคำว่า ตบมือ ที่ใช้ในเชิงลบ หรือการขับไล่ก็ได้ จึงต้องใช้ สู้รบตบมือ เพราะคำว่า ปรบมือ นั้น ใช้กับความหมายด้านบวกเท่านั้นค่ะ ดังนั้น หากจะเขียนคำนี้ จึงต้องสะกดว่า สู้รบตบมือ เท่านั้น ใช้ สู้รบปรบมือ แทนไม่ได้ค่ะ

หวังว่าความรู้ในวันนี้จะเป็นประโยชน์กับคุณ ๆ ที่ผ่านมาไม่มากก็น้อยนะคะ
หากมีปัญหาเกี่ยวกับภาษาไทย ต้องการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น
หรือมีงานที่เกี่ยวกับการพิสูจน์อักษร งานรีไรต์ข้อเขียนต่าง ๆ
ติดต่อได้ที่

Line ID : sirinadda-y
Facebook : Yungie Sirinadda
E-mail : sirinaddaa@gmail.com

จนกว่าจะพบกันใหม่
สิรินัดดา

 

 

 

เท่าไร-เท่าไหร่, เมื่อไร-เมื่อไหร่ ใช้ต่างกันอย่างไร?

สวัสดีค่ะ คุณผู้อ่านที่รัก สำหรับเรื่องราววันนี้ ยังคงเกี่ยวกับเรื่องของ “คำ” เช่นเคยค่ะ
สิรินัดดามีข้อสังเกตเกี่ยวกับคำว่า “เท่าไร” มาฝากกันค่ะ จริง ๆ หลักการใช้คำนี้เหมือนไม่มีอะไรมาก คือ คำว่า “เท่าไร” ซึ่งพจนานุกรมราชบัณฑิตฯ พ.ศ. 2554 ให้ความหมายว่า เป็นคำวิเศษณ์ หมายถึง กี่มากน้อย, เท่าใด ก็ใช้. ควรใช้ในภาษาเขียน แต่ “เท่าไหร่” ใช้ในภาษาพูด ซึ่งในชีวิตประจำวัน ก็คงไม่มีใครพูดว่า “เท่าไร” จริงไหมคะ? เช่น ถามราคา ก็จะพูดว่า “ราคาเท่าไหร่” “อันเท่าไหร่” เป็นต้น

13427796_10153802111583719_3754640426264367863_n

เท่าไร ว. กี่มากน้อย, เท่าใด ก็ใช้. ความหมายจากพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตฯ พ.ศ. 2554

แล้วแบบนี้ในนวนิยาย ที่เป็นภาษาพูด แต่อยู่ในรูปของภาษาเขียน จะใช้คำว่าเท่าไร หรือเท่าไหร่ ดีล่ะ ? ถ้านักพิสูจน์อักษรที่จำเป็นต้องยึด “พจนานุกรมราชบัณฑิตฯ” เป็นคัมภีร์ คู่มือในการทำงานแล้วล่ะก็ ที่ถูกก็ควรจะใช้ว่า “เท่าไร” นะคะ เพราะในพจนานุกรมฯ ไม่ได้ระบุว่าใช้คำว่า เท่าไหร่ แทนได้ ซึ่งต่างกับคำว่า “เมื่อไร” ที่พจนานุกรมราชบัณฑิตฯ ให้ความหมายไว้ว่า

เมื่อใด, เมื่อไร, เมื่อไหร่ คำที่ใช้ถามเกี่ยวกับเวลา จะเป็นอดีตหรืออนาคตก็ได้
เช่น เมื่อไรเขาจะมา.

13432207_10153802112688719_8348622338884801453_n

ความหมายของคำว่า เมื่อไร, เมื่อไหร่ จากพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตฯ พ.ศ. 2554

แสดงว่าจะใช้คำว่า เมื่อไร หรือ เมื่อไหร่ ก็ได้ในภาษาเขียน เพราะพจนานุกรมบันทึกไว้ทั้งสองคำ แต่ทำไมคำว่า เท่าไร ราชบัณฑิตฯ จึงไม่บันทึกคำว่า เท่าไหร่ ด้วยล่ะคะ? น่าสงสัยมั้ยคะว่าทำไม ? ซึ่งจริง ๆ เราก็ยังหาคำตอบข้อนี้ไม่ได้เหมือนกัน ใครมีคำตอบว่าเพราะอะไร มาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันได้นะคะ ในเบื้องต้น หากใช้ในงานเขียน ภาษาเขียนทั้งหมด ใช้ว่า “เท่าไร” จะเป็นการใช้ที่ถูกต้องตามราชบัณฑิตฯ ค่ะ

จนกว่าจะพบกันใหม่
สิรินัดดา

หากต้องการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น จ้างงานตรวจพิสูจน์อักษร
รีไรต์ ปรับภาษาข้อเขียนต่าง ๆ ติดต่อได้ที่

Line ID : sirinadda-y

Facebook : Yungie Sirinadda

E-mail : sirinaddaa@gmail.com

คำที่มักเขียนผิด ตอนที่ 2

สวัสดีค่ะ คุณผู้อ่านที่รัก หลังจากห่างหายการเขียนเรื่องราวและสาระความรู้เกี่ยวกับภาษาไทยไปหลายเดือน วันนี้กลับมาแล้วค่ะ พร้อมกับความรู้ภาษาไทย ซึ่งครั้งนี้ยังคงเกี่ยวเนื่องกับ “คำ” เช่นเดิมค่ะ สิรินัดดา อยากรวบรวม “คำ” บางคำ ที่หลายท่านอาจยังไม่ทราบว่า ต้องสะกดอย่างไรกันแน่ ซึ่งคำเหล่านี้ หลายท่านคิดว่าไม่มีในพจนานุกรมของราชบัณฑิตฯ แต่ความจริงแล้ว…มี! คำที่เรามักคิดไม่ถึงนี่ล่ะค่ะ โดยเฉพาะคำทับศัพท์ทั้งหลาย

เรามาเริ่มกันที่ คำที่เป็นชื่ออาหาร 

อาหารฝรั่ง ๆ อย่าง ‘Steak’, ‘Spaghetti’ และ ‘Macaroni’
คำทับศัพท์ที่ถูกต้อง เขียนยังไงกันแน่นะ? เพราะตามร้านอาหาร เราจะพบเห็นการเขียนหลายแบบ แต่ที่ถูกต้องตามพจนานุกรมราชบัณฑิตฯ พ.ศ. 2554 ต้องเขียนดังนี้ค่ะ

สปาเกตตี

เป็นคำนาม หมายถึง ชื่ออาหารอิตาลีชนิดหนึ่ง ทําจากแป้งสาลี
เป็นเส้นกลมตันคล้ายเส้นขนมจีนแต่โตกว่าเล็กน้อย

beef-cheese-cuisine-delicious-41320

สปาเกตตี สะกดแบบราชบัณฑิตฯ เมื่อใช้ในภาษาเขียน แต่เวลาอ่าน เราก็ยังอ่าน สปาเกตตี้ กันอยู่ดี (ขอบคุณภาพจาก https://www.pexels.com)


สเต๊ก
เป็นคำนาม หมายถึง ชื่ออาหารคาวชนิดหนึ่งตามแบบตะวันตก ทำด้วยเนื้อสันหรือปลา เป็นต้น หั่นชิ้นใหญ่ ๆ มักปรุงรส แล้วนำไปย่างหรือทอดกินกับมันฝรั่งทอด บด หรือต้ม และผักบางชนิด ใส่เครื่องปรุงรสตามชอบ

food-plate-toast-restaurant

“สเต๊ก” สะกดอย่างนี้นะคะ (ขอบคุณภาพจาก https://www.pexels.com)

มักกะโรนี
เป็นคำนาม หมายถึง ชื่ออาหารชนิดหนึ่ง ทำจากแป้งสาลีเป็นเส้นกลวงยาวหรือเป็นรูปอื่น ๆ
เวลาจะนำมาปรุงต้องต้มให้สุก มักใช้ผัดหรือทำแกงจืด มะกะโรนี ก็เรียก

ดังนั้น คำว่า มักกะโรนี เขียนได้ทั้งสองแบบ คือ มักกะโรนี และ มะกะโรนี
แต่ถ้าจะใช้เขียนทางการ ควรเลือกใช้คำต้นดีกว่าค่ะ คือ มักกะโรนี เช่น ดินแดนแห่งมักกะโรนี, ชนชาติแห่งมักกะโรนี ซึ่งก็หมายถึงประเทศอิตาลีนั่นเองค่ะ

นอกจากอาหารฝรั่งแล้ว เจ้าขนมฝรั่งอย่าง “Toffee”
ก็เป็นคำทับศัพท์ที่เขียนผิดบ่อยเช่นกันค่ะ ทั้งท็อฟฟี่ ท๊อฟฟี่ ท็อฟฟี ฯลฯ
จริง ๆ แล้วคำนี้มีในพจนานุกรมนะคะ

ทอฟฟี่
เป็นคำนาม หมายถึง ของหวานแบบฝรั่ง ใช้อม ทําด้วยนํ้าตาลกวนกับนมหรือเนยเป็นต้น มักปั้นเป็นก้อนห่อกระดาษแก้วบิดหัวท้าย

sweets-14183_640

Toffee ทับศัพท์ที่ถูกต้องคือ “ทอฟฟี่” (ขอบคุณภาพจาก https://www.pexels.com)

 

มาต่อกันที่ชื่ออาหารอีกประเภทหนึ่งค่ะ ไม่แน่ใจเหมือนกันว่า เจ้าอาหารชนิดนี้เป็นอาหารของประเทศใดกันแน่ จีนหรือ เวียดนาม? หรือจะมีต้นกำเนิดจากประเทศอื่น นั่นก็คือ เปาะเปี๊ยะ ที่เรามักจะสะกดว่า ปอเปี๊ยะ นั่นเอพจนานุกรมให้ความหมายของอาหารชนิดนี้ไว้ว่า

เปาะเปี๊ยะ
เป็นคำนาม หมายถึง ชื่ออาหารชนิดหนึ่ง โดยนําแป้งสาลีมาทําให้สุกเป็นแผ่นกลมบาง ๆ เรียกว่า แผ่นเปาะเปี๊ยะ แล้วห่อถั่วงอกลวก หมูตั้งหรือกุนเชียง ชิ้นเต้าหู้ต้มเค็ม และแตงกวา ราดด้วยน้ำปรุงรสข้น ๆ รสหวานเค็ม โรยหน้าด้วยเนื้อปูและไข่หั่นฝอย หรือห่อรวมไว้ในแผ่นเปาะเปี๊ยะก็ได้ กินกับต้นหอมและพริกสด เรียกว่า เปาะเปี๊ยะสด ชนิดที่ใช้แผ่นเปาะเปี๊ยะห่อไส้ที่ประกอบด้วยวุ้นเส้น ถั่วงอก เนื้อไก่หรือหมูสับ เป็นต้น ที่ลวกสุก แล้วนำไปทอด กินกับผักสดต่าง ๆ เช่น ใบโหระพา สะระแหน่ และน้ำจิ้มใสรสหวานอมเปรี้ยว เรียกว่า เปาะเปี๊ยะทอด. (จ.)
ต้นกำเนิดของอาหารชนิดนี้ มาจากที่ไหนไม่แน่ชัด แต่ที่มาของคำนี้ มาจากจีนแน่ ๆ ค่ะ สังเกตจากคำว่า (จ.) ที่ราชบัณฑิตวงเล็บไว้

มาต่อกันที่อาหารอีกชนิดหนึ่งค่ะ อาหารชนิดนี้มาจากจีนแน่ ๆ อย่างไม่ต้องสืบ นั่นก็คือ ฮ่อยจ๊อ นั่นเองค่ะ ซึ่งเรามักจะเรียกกันว่า “หอยจ๊อ” บ้างล่ะ “ฮ้อยจ๊อ” บ้างล่ะ ซึ่งที่สะกดตามราชบัณฑิตฯ เขียนว่า ฮ่อยจ๊อ ค่ะ

ฮ่อยจ๊อ
เป็นคำนาม หมายถึง  ชื่ออาหารแบบจีนชนิดหนึ่ง ใช้เนื้อปู มันหมูแข็งต้มสุก ผสมกับแป้งมันและเครื่องปรุงรส บดหรือโขลกจนเหนียวแล้วห่อด้วยฟองเต้าหู้เป็นท่อน กลม ๆ ยาว ๆ มัดเป็นเปลาะ ๆ นึ่งแล้วทอดให้สุกกินกับน้ำจิ้ม. (จ.).

นอกจากบรรดาชื่ออาหารที่มักสับสนแล้ว ยังมีคำทับศัพท์ที่มักเขียนผิดอื่น ๆ ได้แก่

คำว่า ‘Copy’ ที่จะเห็นทั้งการใช้ ก็อปปี้, ก๊อปปี้, ก็อบปี ฯลฯ
ที่ถูกต้องตามพจนานุกรมราชบัณฑิตฯ เขียนว่า

ก๊อบปี้
น. กระดาษที่ใช้สําหรับทําสําเนา เรียกว่า กระดาษ ก๊อบปี้. (อ. carbon paper)
(ปาก) ลักษณนามเรียกสําเนาหนังสือ เช่น ก๊อบปี้หนึ่ง สําเนา 2 ก๊อบปี้. (อ. copy)
คำว่า copy นี้ยังหมายรวมถึงการเลียนแบบด้วย ซึ่งสะกดเหมือนกัน ดังนั้นที่ถูก
จึงต้องเขียนว่า “ก๊อบปี้”

สำหรับชื่อธาตุต่างๆ และอุปกรณ์ที่เกี่ยวกับรถยนต์ ก็เป็นคำที่มักเขียนผิดเช่นกันค่ะ
ตัวอย่างเช่น คำว่า ‘aluminium’ ซึ่งเป็นชื่อธาตุชนิดหนึ่ง
ซึ่งจะเห็นการสะกดทั้ง อลูมิเนียม อะลูมิเนี่ยม ฯลฯ แต่พจนานุกรมได้เก็บคำนี้ไว้ว่า

อะลูมิเนียม
หมายถึง ธาตุลำดับที่ 13 สัญลักษณ์ Al เป็นโลหะลักษณะเป็นของแข็งสีขาวคล้ายเงิน

สำหรับชื่อธาตุ Lithium มักสับสนว่าจะเขียนยังไงดี ทั้ง ‘ลิเทียม’ ‘ลิเธียม’ หรือ ‘ลิเที่ยม’
แต่ที่ถูกต้อง สะกดว่า

ลิเทียม
หมายถึง ธาตุลําดับที่ 3 สัญลักษณ์ Li เป็นโลหะลักษณะเป็นของแข็งสีเงินเบาที่สุด
ในบรรดาธาตุโลหะที่เป็นของแข็ง

ส่วนคำที่เกี่ยวกับรถยนต์ มีคำหนึ่งค่ะที่มักเขียนผิด ได้แก่ แชสซี
ซึ่งจะพบทั้ง แชสซี, แชสซีส์, คัทซี, ชาสซี เป็นต้น

คำที่ปรากฏในพจนานุกรมราชบัณฑิตฯ คือ

แชสซี
เป็นคำนาม หมายถึง โครงของรถยนต์ตามความยาวตัวถังรถ ทำด้วยโลหะแข็งแรง ซึ่งไม่รวมตัวถังเครื่องยนต์ และล้อ คัสซี ก็ว่า (อ. chassis)

คำว่า แชสซี นั้น เขียนได้สองแบบค่ะ ทั้งแชสซี และคัสซี แต่หากเขียนทางการ ควรเขียนว่า แชสซี ตามคำหลักที่พจนานุกรมเก็บไว้

และคำที่มักเขียนผิด คำสุดท้ายสำหรับตอนนี้ ขอนำเสนอคำว่า ‘stainless’ เหล็กกล้าไร้สนิม เรามักใช้กันว่า สแตนเลส ที่ถูกต้อง ควรเขียนและอ่านว่า สเตนเลส ถ้าพิจารณาจากการออกเสียงภาษาอังกฤษ เนื่องจากคำนี้ไม่ปรากฏในพจนานุกรม

หวังว่าผู้อ่านจะได้รับประโยชน์จากคำที่มักเขียนผิดในตอนนี้ไม่มากก็น้อยนะคะ
หากมีข้อสงสัย หรือต้องการแลกเปลี่ยนเรื่องราวเกี่ยวกับภาษาไทย คำไทย และเรื่องราวต่าง ๆ
แวะมาพูดคุยแลกเปลี่ยนกันได้นะคะ

จนกว่าจะพบกันใหม่

สิรินัดดา
Line ID : sirinadda-y
Facebook : Yungie Sirinadda
E-mail : sirinaddaa@gmail.com

ทั่วหน้า หรือ ถ้วนหน้า จะเขียนยังไงดี?

สวัสดีปลายเดือนที่ร้อนที่สุดของปีค่ะ คุณผู้อ่านทุกท่านที่ติดตามบล็อกของสิรินัดดา
วันนี้มีความรู้ภาษาไทยดีๆ มานำเสนออีกเช่นเคยค่ะ
แต่ก่อนอื่นรู้สึกดีใจมาก ๆ ที่สถิติการเข้าชมเว็บไซต์
มียอด views สูงสุดถึง 300 views ต่อวัน (อัปเดตล่าสุด 1,000 views ต่อวัน)
ขอบคุณจากใจ และดีใจที่บล็อกของเรา
เป็นประโยชน์แก่คุณบ้าง ไม่เรื่องใดก็เรื่องหนึ่ง

วันนี้เราอยากจะตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับคำว่า “ทั่วหน้า” และ “ถ้วนหน้า”
ซึ่งพบว่าใช้แพร่หลายทั้งสองแบบนะคะ โดยเฉพาะคำว่า “ถ้วนหน้า”
ที่ถูกนำไปใช้ใน “โครงการประกันสุขภาพถ้วนหน้า
เอ๊…แล้ว ที่เราพูดหรือได้ยินกันตามสื่อบ่อย ๆ ว่า โดนกันทั่วหน้า/ถ้วนหน้า
ที่จริงแล้วเราควรใช้คำไหนกันแน่

เราลองมาพิจารณาความหมายของคำว่า “ทั่ว” และ “ถ้วน” จากพจนานุกรม
ฉบับ พ.ศ.2554 กันค่ะ

ถ้วน ว. ครบ, เต็มจำนวนที่กำหนดไว้; ไม่มีเศษ เช่น ร้อยบาทถ้วน

ทั่ว ว. ทั้งหมด, ทั้งสิ้น, ตลอด, เช่น ทั่วตัว, ทั่วหน้า, ทุกหนทุกแห่ง เช่น ทั่วโลก

ดังนั้น คำที่ถูกต้องเมื่อจะใช้ว่า โดนกัน…ควรเป็น ทั่วหน้า! มากกว่า
เพราะหมายถึง โดนกันทั้งหมด โดนกันทุกคน
เช่น เทศกาลสงกรานต์นี้ ชุ่มฉ่ำกันทั่วหน้า หมายถึง ชุ่มฉ่ำกันทุกคนนั่นเองค่ะ

ส่วน “โครงการประกันสุขภาพถ้วนหน้า
ถ้าแปลตรงตัว จะหมายถึง โครงการประกันสุขภาพครบหน้า?
ครบเต็มจำนวนที่กำหนดไว้ แต่พอมีคำว่า “หน้า” มาด้วย
จะแปลความหมายว่ายังไงดี

เมื่อพิจารณาความหมายหนึ่งของคำว่า “หน้า”
หมายถึง โดยปริยายหมายถึงคน เช่น เขาสู้ทุกคนไม่ว่าหน้าไหน

ดังนั้น โครงการประกันสุขภาพถ้วนหน้า จะหมายถึง
การประกันสุขภาพครบคน? หรือครบทุกคน ?
หรืออาจจะใช้ผิด โดยส่วนตัวเราคิดว่า น่าจะใช้ว่า โครงการประกันสุขภาพทั่วหน้า
มากกว่า ซึ่งจะหมายถึง การประกันสุขภาพ (ทั้งหมด) ทุกคน นั่นเอง
หากใครมีข้อสังสัย หรือมีความเห็นอื่นๆ
เข้ามาแลกเปลี่ยนกันได้นะคะ ยินดีรับฟังทุกความคิดเห็นค่ะ

จนกว่าจะพบกันใหม่
สิรินัดดา

หากต้องการติดต่องานพิสูจน์อักษร, ปรับภาษา
รีไรต์ข้อเขียนต่าง ๆ ติดต่อได้ที่

Line ID : sirinadda-y (ช่องทางที่เร็วที่สุด)
Facebook : Yungie Sirinadda
E-mail : sirinaddaa@gmail.com

 

อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับความรู้ภาษาไทย
ได้ที่นี่ :  https://sirinadda.wordpress.com/category
/learning-thai-ภาษาไทยน่ารู้ 

ประแป้ง หรือ ปะแป้ง คำไหนคือคำที่ถูกต้องนะ?

สวัสดีค่ะคุณผู้อ่าน ใกล้เทศกาลเฉลิมฉลอง สนุกสนานกันแบบไทยๆ
อย่างเทศกาลสงกรานต์เข้ามาทุกที หลาย ๆ คนคงวางแผน
เดินทางท่องเที่ยวคลายร้อนกันแล้ว สำหรับเจ้าของบล็อกเอง
ไม่มีแผนจะเดินทางไปท่องเที่ยวที่ไหน คงอยู่บ้านนอนอ่านหนังสือ
เพราะอากาศมันช่างร้อนซะจนไม่อยากออกไปไหนจริง ๆ

สำหรับบล็อกตอนนี้ เนื่องจากเข้าสู่เดือนเมษาฯ หน้าร้อน
และเป็นเดือนที่มีเทศกาลสงกรานต์ สิรินัดดา มีสาระดี ๆ เกี่ยวกับคำภาษาไทย
ที่เกี่ยวข้องกับเทศกาลมาฝากกันค่ะ ผู้อ่านคงจะเคยได้ยินคำนี้ หรือได้ใช้คำนี้กันมาบ้าง
นั่นก็คือ คำว่า “ประแป้ง” แน่นอนว่า การประแป้ง ประดินสอพอง
ของสาว ๆ หนุ่ม ๆ เป็นกิจกรรมที่จะขาดไม่ได้เลย นอกเหนือจากการสาดน้ำแล้ว
คุณผู้อ่านเคยสงสัยกันบ้างมั้ยคะว่า คำนี้ จริง ๆ แล้ว สะกดยังไงกันแน่
ระหว่าง “ปะแป้ง” หรือ “ประแป้ง” ?

พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2554 (ฉบับอัปเดตล่าสุด)
ได้ให้ความหมายของคำว่า “ประ” ทั้งหมด 3 ความหมาย
หนึ่งในนั้นคือ ความหมายนี้ค่ะ

ประ ก. ทำให้เป็นจุดๆ  เช่น ประไข่ปลา ทำให้เป็นจุด ๆ หรือเม็ด ๆ ทั่วไป
อย่างประแป้ง ประแป้ง ก. แตะหน้าหรือตัวให้เป็นจุด ๆ ด้วยแป้งนวลผสมน้ำ

พจนานุกรมเล่มล่าสุด พ.ศ. 2554 นี้ ได้เพิ่มความหมายของคำว่า “ประแป้ง”
มาพร้อมเลย สำหรับพจนานุกรมเล่มก่อนหน้านี้ (พ.ศ.2542) มีแค่ความหมายของคำว่า “ประ” ทีนี้ ก็คงจะทราบกันแล้วใช่มั้ยคะว่า คำที่ถูกต้องเขียนยังไง
และเวลาพูด ควรจะออกเสียงมี ควบ ร. ด้วย

ส่วนคำว่า “ปะ” 
หมายถึง ก.มาเจอกัน มาประเชิญหน้ากัน ; เอาวัตถุเช่นผ้าหรือไม้เป็นต้น ปิดทับ
ส่วนที่ชำรุดเป็นช่องเป็นรู เช่น ปะผ้า ปะว่าว ปิดทับ เช่น ปะหน้า.

บางทีเราก็อาจได้ยินว่า มาป๊ะกัน หมายถึง มาเจอกัน พบกัน
มาจากคำว่า ป๊ะ ภาษาเหนือ ที่แปลว่า พบ

จะเห็นได้ว่า ความหมายของคำว่า “ประ” และ “ปะ”
ต่างกันอย่างสิ้นเชิง จึงไม่น่าสับสนต่อการเลือกใช้

เทศกาลสงกรานต์ ปี 2558 นี้
ขอให้ผู้อ่านบล็อกที่ผ่านมาติดตามงานเขียนของสิรินัดดา
มีความสุข ชุ่มฉ่ำ สำหรับหนุ่ม ๆ สาว ๆ ที่
เล่นน้ำสงกรานต์ ก็ดูแลตัวเองกันด้วยนะคะ
ขอให้ได้ ขอให้โดน ขอให้ถูก “ประแป้ง”
กันทุกคน

แล้วพบกันใหม่ตอนหน้าค่ะ.
สิรินัดดา

 

มีปัญหาภาษาไทย การใช้คำ และต้องการจ้างงานพิสูจน์อักษร
ตรวจคำผิด, ปรับแก้ไขภาษา ปรึกษาและติดต่อได้ที่

Line ID : sirinadda-y
Facebook : Yungie Sirinadda
E-mail : sirinadaaa@gmail.com

เพราะความรู้ของเรา ช่วยประหยัดเวลาของคุณได้

 

การใช้คำว่า ‘ขับ’ ‘ขี่’ : จะขับ หรือจะขี่ดีนะ?

สวัสดีค่ะ คุณผู้อ่านทุกท่าน สำหรับบล็อกตอนนี้
สิรินัดดามีสาระน่ารู้ดี ๆ เกี่ยวกับภาษาไทยมานำเสนอค่ะ
เนื่องจากเมื่อสัปดาห์ก่อน ได้ตรวจพิสูจน์อักษรข่าว
พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีคนปัจจุบัน
ขณะที่ท่านกำลังทดลอง ขับขี่มอเตอร์ไซค์ จากศูนย์ซ่อมสร้าง
เพื่อชุมชน ของอาชีวศึกษา บริเวณทำเนียบรัฐบาล

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี โชว์ขับมอเตอร์ไซค์ บริเวณทำเนียบรัฐบาล (ขอบคุณภาพจากเว็บไซต์ไทยรัฐออนไลน์)

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี โชว์ขับมอเตอร์ไซค์ บริเวณทำเนียบรัฐบาล (ขอบคุณภาพจากเว็บไซต์ไทยรัฐออนไลน์)

นักข่าวใช้คำพาดหัวข่าวว่า

“บิ๊กตู่ อารมณ์ดี ทดลองขับจักรยานยนต์ในทำเนียบฯ
ก่อนประชุม ครม.”

เอ๊ะ…ส่วนใหญ่เราจะได้ยินแต่การใช้
ขี่ จักรยานยนต์ หรือ ขี่ มอเตอร์ไซค์ มากกว่า”
คำว่า ขับ มักจะใช้กับการขับรถยนต์
เอาล่ะสิ…ด้วยความที่เราเป็นพิสูจน์อักษรขี้สงสัย
และไม่อยากปล่อยผ่านแม้แต่คำเล็ก ๆ น้อย ๆ
ไปเสิร์ชเจอบางเว็บไซต์ บอกว่า ให้ใช้ ขี่ กับจักรยานยนต์
เท่านั้น เพราะขี่ หมายถึง ก.นั่งเอาขาคร่อม โดยปริยายหมายถึง
นั่งไปในยานพาหนะ

แต่เมื่อลองเปิดพจนานุกรม พิจารณาความหมายของคำว่า ‘ขับ’
หมายถึง
ก. ต้อนให้ไป บังคับให้ไป ไล่ ไล่ตาม บังคับให้เคลื่อนไปได้ เช่น ขับเกวียน ขับรถม้า สามารถบังคับเครื่องยนต์ ให้ยานพาหนะเคลื่อนที่ไปได้ เช่น ขับรถ ขับเรือ

ถ้าเป็นความหมายตามพจนานุกรมดังนี้
ดังนั้น การใช้คำว่า ขับจักรยานยนต์ หรือ ขับมอเตอร์ไซค์ ก็ไม่ผิดสิ…
เพราะการขับ คือ บังคับเครื่องยนต์ให้ยานพาหนะเคลื่อนที่ไปได้
ถ้าใช้แค่ “ขี่” เอาขาคร่อม ไม่ได้แสดงกิริยา ขับเคลื่อนไป
แบบนี้รถจะเคลื่อนไปได้ยังไงกันล่ะ?

ดังนั้น สิรินัดดา คิดว่า การใช้คำว่า “ขับมอเตอร์ไซค์” 
สามารถใช้ได้ และไม่ใช่การใช้คำที่ผิด ถ้าอิงความหมายตามพจนานุกรมแล้ว
และเมื่อได้ลองโทรศัพท์สอบถามจาก อ.สุปัญญา ชมจินดา
โฆษกและเลขานุการกรมราชบัณฑิตยสถาน
อาจารย์ได้ให้ความเห็นไว้ว่า การใช้คำว่า “ขับมอเตอร์ไซค์”
ถามว่าใช้ได้ไหมก็ใช้ได้ ไม่ได้ผิดอะไร เพียงแต่หากใช้คำว่า
“ขี่” จะให้ภาพที่ชัดกว่า แสดงอาการขี่คร่อมมอเตอร์ไซค์
ขณะที่ “ขับ” ใช้กับรถยนต์ ก็จะเห็นภาพมากกว่า
ควรจะเลือกใช้คำที่มันเห็นภาพชัด ๆ ไปเลย

ดังนั้น สิรินัดดาขอสรุปว่า หากอยากได้ภาพที่ชัดเจน ใช้ว่า “ขี่” มอเตอร์ไซค์
หรือจักรยานยนต์ แต่หากจะใช้ “ขับ” จักรยานยนต์ ก็ไม่ผิดอะไร
ดังนั้น ก่อนที่เพจดัง ๆ บางเพจเกี่ยวกับภาษาไทย จะแสดงความเห็น
หรือชี้แจงกับผู้ที่มีปัญหาเข้ามาสอบถามเรื่องการใช้คำ
ควรหาข้อมูล และสอบถามกับทางราชบัณฑิตฯ ให้แน่ชัดก่อนนะคะ
ว่าคำดังกล่าวใช้ผิดหรือไม่ ไม่ใช่บอกไปว่าเป็นการใช้ที่ไม่ถูกต้อง
ทั้งที่ความจริง จะใช้ก็ได้ ไม่ได้ผิดความหมายอะไร

และนี่ก็เป็นเกร็ดความรู้เล็ก ๆ น้อย ๆ
เกี่ยวกับการใช้คำภาษาไทย หวังว่าจะมีประโยชน์
กับผู้ใช้ภาษาไทยบ้างนะคะ

แล้วพบกันใหม่ตอนหน้า.

หากต้องการติดต่องานพิสูจน์อักษร, รีไรต์ ปรับเกลาภาษาข้อเขียน
ต่าง ๆ ติดต่อได้ที่

Line ID : sirinadda-y
Facebook : Yungie Sirinadda
E-mail : sirinaddaa@gmail.com

เพราะความรู้ของเรา ช่วยประหยัดเวลาของคุณได้

 

 

 

ฉัน และ ฉันท์

 

สวัสดีมิตรรักแฟนบล็อก (ที่มีอยู่ตั้งสองคน และรวมเจ้าของบล็อกด้วย)
วันนี้มีคำ ๒ คำที่อยากนำเสนอ คือคำว่า ฉัน และ ฉันท์
คำที่พ้องเสียง แต่ความหมายไม่พ้องกัน

ความหมายที่รู้จักกันดีคือ

ฉัน – สรรพนาม บุรุษที่ ๑ คำใช้แทนตัวผู้พูด
ฉัน – กิน (ใช้กับพระภิกษุ สามเณร)

ฉันท์ – ชื่อคำประพันธ์ประเภทหนึ่ง

นอกจากความหมายข้างต้นแล้ว ฉัน, ฉันท์ ยังมีความหมายอื่นอีก
ได้แก่ ฉัน เป็นคำวิเศษณ์ หมายถึง เสมอเหมือน

ฉันท์ เป็นคำนาม หมายถึง ความพอใจ, ความรักใคร่,
ความชอบใจ, ความยินดี ; ความร่วม ความคิด เช่น ลงมติเป็น เอกฉันท์,
ความไว้เนื้อเชื่อใจ เช่น มอบฉันทะ
(พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.๒๕๔๒ หน้า ๓๓๗)

ถ้าเช่นนั้น แล้วคำว่า ฉัน (ท) มิตร , ฉัน (ท์) ญาติ, ฉัน (ท์) แฟน),
ฉัน (ท์) คู่รัก ฯลฯ ฉัน (ท์) รักเธอ (เฮ้ย อันหลังสุดไม่ใช่)
จะต้องใช้คำว่า ฉัน หรือ ฉันท์ ดีนะ…

หากพิจารณาความหมายของคำว่า ฉัน และ ฉันท์ ข้างต้นแล้ว
ที่ถูกต้องใช้ว่า  ฉันมิตร ฉันญาติ ฯลฯ หมายถึง เสมอเหมือนมิตร หรือเสมอเหมือนญาติ

เช่น นายตะวันฉายรักนางจันทร์แรมฉันญาติของเขาคนหนึ่ง
หมายถึง นางจันทร์แรมไม่ใช่ญาติของนายตะวันฉายจริงๆ
แต่เขาก็รักเธอเหมือนเธอเป็นญาติคนหนึ่งของเขา

แต่ที่ส่วนใหญ่มักสับสนและใช้กันว่า ฉันท์มิตร ฉันท์ญาติ นั้น
ผู้เขียนคิดว่า ผู้ใช้ภาษาไทยคงคุ้นชินกับคำว่า เอกฉันท์ หรืออาจไม่ทราบว่า ฉัน มีความหมายว่าเสมอเหมือนได้ด้วย  ก็เลยสับสนว่าจะใช้ว่า ฉันท์ หรือ ฉัน

อย่างไรก็ดี เราไม่ค่อยได้ใช้คำว่า ฉัน ในความหมายนี้สำหรับภาษาพูด
เรามักพบเห็นในภาษาเขียนมากกว่า
แต่จำไว้ก็ไม่เสียหาย เผื่อได้ใช้นะ

เขียนอธิบายเรื่อง ฉัน แล้วเริ่มมึน
ไว้เปลี่ยนเป็นเขียนเรื่อง เธอ ดีกว่า😀
เสี่ยว….ชะแว้บ

จนกว่าจะพบกันใหม่
สิรินัดดา

 

ติดต่องานตรวจพิสูจน์อักษร, รีไรต์ ปรับภาษาข้อเขียนต่าง ๆ  ได้ที่

Line ID : sirinadda-y
Facebook : Yungie Sirinadda
E-mail :  sirinadaa@gmail.com

เพราะเราเชื่อว่า ความรู้ของเรา ช่วยประหยัดเวลาของคุณได้

ไม่ฝักฝ่ายใด

จั่วหัวเรื่องมาอย่าเพิ่งคิดว่าเป็นเรื่องการเมืองหรือสงคราม
(ผู้เขียนไม่มีสาระขนาดนั้น)
ตั้งใจจะเขียนถึงการใช้คำ 2 คำ ที่รู้สึกตงิดใจมาพักใหญ่
คำว่า  ฝักใฝ่  และ  ฝักฝ่าย

ผู้เขียนเชื่อว่า คนใช้ภาษาไทยทั่วไปมักจะคุ้นชินกับวลีที่ว่า

ไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด
ตัวอย่าง เช่น
นาย ก : คุณชอบแนวคิดทางการเมืองของเสื้อแดงหรือแบบพรรค ปชป. ครับ
นาง ข : ฉันเฉยๆ ไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใดค่ะ

จากประโยคข้างต้น จึงหมายความว่า นาง ข ไม่เข้าข้างกลุ่มการเมืองฝ่ายใด

ผู้เขียนตั้งคำถามในใจว่า ทำไมต้องใช้คำว่า  ฝักใฝ่ ?  ฝ่ายใด…
เพราะเคยได้ยินในความหมายที่ว่า ฝักใฝ่ หมายถึง การเอาใจใส่ การจดจ่อ
เช่น  เขา ฝักใฝ่ กับการเรียนวิชาภาษาอังกฤษอย่างยิ่ง

เมื่อลองเปิดพจนานุกรมสืบค้นที่หมวดอักษร ฝ
ก็พบคำตอบที่หน้า ๗๔๗

ฝักฝ่าย
น. พวก, ข้าง ก.เข้าพวก เข้าข้าง  (นาม,กริยา)

ฝักใฝ่ ก.เอาใจใส่ ผูกพัน (กริยา)

ดังนั้นเมื่อจะใช้คำในความหมายที่ว่า ไม่เข้าข้างฝ่ายใด ไม่เข้าพวกใคร
จึงต้องใช้ว่า ไม่ฝักฝ่ายใด ไม่ควรใช้คำว่า ไม่ ฝักใฝ่ฝ่ายใด

เพราะถ้าใช้แบบหลัง ความหมายจะเป็นอีกแบบคือ ไม่เอาใส่ใจ หรือผูกพันกับพวกใด
ถามว่าความหมายใกล้เคียงกันรึเปล่า ก็ใกล้เคึยง
แต่ในเมื่อเรามีคำที่ถูกต้องกว่า ก็หันมาใช้คำให้ถูกความหมาย
และบริบทกันดีกว่า

เช่น  สงครามระหว่างเกาหลีเหนือและเกาหลีใต้ที่พร้อมจะปะทุนี้
ประเทศไทย ไม่ฝักฝ่ายใด

ชะเอิงเอย….ถ้าเข้าใจคลาดเคลื่อน
แย้งได้นะ🙂